วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ญาท่านโทน ขันติโก

"หลวงปู่ญาท่านโทน ขันติโก" พระเกจิชื่อดังแห่งวัดบ้านพับ หมู่ที่ 7 ต.ก่อเอ้ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ลูกศิษย์ลูกหาต่างเรียกขานนามท่านว่า "พระ ทองคำแห่งเมืองดอกบัว" ด้วยวัตรปฏิบัติอันงดงามและเรียบง่าย อยู่แบบสันโดษ
ปัจจุบัน หลวงปู่ญาท่านโทน สิริอายุ 89 ปี พรรษา 68 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านพับ ต.ก่อเอ้ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี

หลวงปู่ญาท่านโทน เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2467 ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 6 ที่บ้านพับ ต.ก่อเอ้ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี 

โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายมาและนางคำ เผ่าพันธุ์ ในวัยเด็กได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาล ประจำตำบล จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2487 ณ วัดบ้านก่อ ต.ก่อเอ้ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี โดยมี พระครูศรีสุตาภรณ์ วัดคูขาด เป็นพระอุปัชฌาย์, ญาท่านกรรมฐานแพง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และญาท่านทน วัดคูขาด เป็นพระอนุศาสนาจารย์ ได้รับฉายา "ขันติโก" 


ท่านได้จำพรรษาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดบ้านก่อ ในยุคนั้นชื่อเสียงของญาท่านกรรมฐานแพง พระกรรมวาจาจารย์ของท่านโด่งดังไปทั่วอีสานในฐานะพระเกจิผู้เรืองวิทยาคม จึงขอฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิทยาคม โดยญาท่านกรรมฐานแพง เมตตาถ่ายทอดวิทยาคมให้จนหมดสิ้น ซึ่งญาท่านกรรมฐานแพง เป็นอาจารย์ของญาท่านสวน วัดนาอุดมด้วย

จากนั้นญาท่านโทน ได้ไปเรียนวิชาจาก "ญาท่านอินทร์" เจ้าตำรับประคำสายดำ ได้ศึกษาวิชาจากหลวงพ่อเคน เรวโต
ด้วยวัตรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเสมอต้นเสมอปลาย และเป็นศิษย์ของญาท่านกรรมฐานแพง ทำให้ชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนในวงกว้าง ญาท่านโทน มีอุปนิสัยเงียบๆ ไม่ค่อยพูด คราวที่ท่านพูด จะได้รับคำเรียกขานจากชาวบ้านว่า "วาจาสิทธิ์" เป็นดังปากท่านปรารภทุกคราวไป

วัตรปฏิบัติของญาท่านโทน ช่วงหลังเทศกาลออกพรรษาทุกปี จะออกเดินธุดงควัตรไปตามป่าเขาลำเนาไพรหลายแห่งในภาคอีสาน โดยเฉพาะแถบเทือกเขาภูพาน สมัยนั้นป่าอุดมสมบูรณ์มาก บางครั้งเผชิญสัตว์ร้าย แต่ท่านหาหวั่นไหวไม่ เนื่องจากมีพลังจิตที่กล้าแข็งมาก ท่านได้แผ่เมตตาจิตให้สัตว์เหล่านั้น ไม่เข้ามาทำร้ายแต่อย่างใด 

ญาท่านโทน ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเถระรูปหนึ่งที่กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ ในแต่ละวันจะมีญาติโยมจากทั่วสารทิศเดินทางมา กราบนมัสการหลวงปู่อย่างล้นหลาม

ญาท่านโทนได้ถ่ายทอดหลักธรรมง่ายๆ แก่ชาวบ้านให้ยึดถือปฏิบัติ คือ การรักษาศีล 5 เนื่องจากปุถุชนคนธรรมดายังมีกิเลสอยู่ขอให้รักษาศีล 5 ให้ได้ก็พอชีวิตจะพบแต่ความเจริญรุ่งเรืองแน่นอน

ด้วยนิสัยที่มีความเมตตา พูดน้อย ถ่อมตนไม่หยิ่งด้วยเกียรติ ไม่ทะเยอทะยานในลาภยศสรรเสริญ เคร่งครัดในสิกขาวินัย ยินดีในสิ่งที่ได้ใช้ในสิ่งที่มี ยินดีและพอใจตามมีตามได้ ชอบการสงเคราะห์ช่วยเหลือ เกี่ยวกับการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม

จึงเป็นพระผู้ใหญ่ของจังหวัดที่ได้รับการยกย่องจากพระสงฆ์ด้วยกัน และชาวพุทธทั้งหลาย

"หลวงปู่ญาท่านโทน" ท่านกล่าวไว้ว่า เรื่องปาฏิหาริย์ดูเหมือนจะเป็นเรื่องอจินไตยเหตุ 4 อย่างที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นเรื่องที่ใครๆ ไม่ควรคิด เป็นเรื่องที่หาเหตุผลบนโลกมาอธิบายไม่ได้ เหตุ 4 อย่างที่ไม่ควรคิดที่พระพุทธเจ้ากล่าวก็คือ

1.พุทธวิสัย วิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราคิดไม่ได้ เพราะพระพุทธญาณ นั้นเหนือกว่า อัครสาวก สาวก หรือมนุษย์ทั่วไปมากนัก เราจึงไม่สามารถก้าวล่วง พระพุทธญาณได้เลย 

2.ฌานวิสัย วิสัยของบุคคลผู้ทรงฌาน ถ้าเราไม่สามารถได้ฌานสมาบัติ เราอย่าไปคิดเรื่องฌานสมาบัติ ยิ่งคนสมัยปัจจุบันย่อมอยากจะพูดกันถึงเรื่องพระนิพพานบ้าง เรื่องวิสัยของ อรหันต์บ้าง แต่ความจริงแค่ฌานโลกีย์เท่านี้ พระพุทธ เจ้ากล่าวว่า ถ้าเรายังเข้าไม่ถึงก็ไม่ควรจะคิด คิดเท่าไรมันก็ผิด

3.กรรมวิสัย คือกฎของกรรม เรื่องกฎของกรรมนี้ก็เหมือนกัน อย่าไปคิดมันคิดไม่ออกหรอก นอกจากว่าเราจะได้วิชชาสาม อภิญญาหก แล้วก็เป็นพระอริยเจ้าขั้นอรหันต์ จึงจะพอคิดถึงเรื่องกรรมได้ ถ้ายังไม่ถึงอย่าไปคิด คิดแล้วมันก็จบลงไม่ได้

4.โลกจินไตย เรื่องของโลก เรื่องของโลกนี้คือ โลกที่เราอยู่นี่แหละ เราจะคิดว่ามันจะไปจบลงตรงไหน อย่าไปคิด มันไม่มีทางจบ คือโลกหาที่สุดไม่ได้


















ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น